เรื่องที่ 1 :  โอ...พระเจ้า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว 
เมื่อครั้งที่พระเจ้าสร้างโลก 


พระองค์มีถุงหนังใบใหญ่เอาไว้ใส่ ของวิเศษต่างๆมากมาย 
พระองค์เริ่มต้นด้วยการ สร้างมหาสมุทร ทั้ง 

โดยหลักของการวางของวิเศษ พระองค์จะต้องวางทั้ง 
ของดีและของไม่ดี คู่กันไป 

เพื่อไม่ให้ประเทศหนึ่งประเทศใด 
สมบูรณ์ไปกว่าประเทศอื่นๆ


ทรง เอาเทือกเขาร็อกกี้ น้ำตกไนแองการ่า วางไว้ให้อเมริกา 
แล้วก็เอาทะเลทรายอริโซน่า กับพายุทอนาโดวางไว้ด้วย 

เอาป่าอเมซอน วางไว้ให้บราซิล ทรงเอาไข้ป่า วางไว้ให้ด้วย 
เอาขั้วแม่เหล็กโลก วางไว้ให้แคนาดา 
แต่ก็ทรงเอาความหนาวเย็นวางไว้ให้


เอาเทือกเขาหิมาลัย 
ให้ธิเบตกับเนปาล เพื่อเป็นปราการกั้นข้าศึก 
แต่ก็เอาความเบาบางของอากาศ และความแห้งแล้งไว้ให้ 

ทุกประเทศจะได้ของคู่กันแบบนี้ ทั้งหมด 
..... จึงไม่มีประเทศใดน้อยหน้ากว่ากัน 

คราวนี้ พระองค์ทรงลืมประเทศ รูปขวานเล็กๆ ทางแหลมอินโดจีน 
ทรงสะพายถุงวิเศษ แล้วก้าวข้ามเขาหิมาลัยไป 
แต่ด้วยความที่เขาสูงชันมาก 
เทือกเขาได้เกี่ยวถุงของพระเจ้าขาด


ข้าวของที่ดีๆ ที่เตรียมเอาไว้ให้ประเทศอื่นๆ 
เช่น ชายหาดสวยๆ ผืนดินอุดมสมบูรณ์ 


ศิลปะวัฒนธรรมดีๆ อาหารอร่อยที่สุดในโลก 


ดอกไม้ ผลไม้ ชายทะเล ก็เทไปกองรวมกันที่ 
--- ประเทศไทยหมด --- 


ว้า !! แย่แล้ว พระเจ้า ทรงคิดว่า ประเทศนี้ 
ท่าทางต้องเจริญกว่าประเทศอื่นๆ ทั้งหมดแน่นอน 


พระเจ้าทรงมองหาภัยธรรมชาติที่จะมาถ่วงดุล แต่สายเสียแล้ว 
พระองค์ทรงเอาภูเขาไฟ กับแผ่นดินไหว ให้ญี่ปุ่นไปแล้ว 
ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ ประเทศอื่นๆ 
จะมาฟ้องร้องพระองค์ได้ว่า พระองค์ไม่ยุติธรรม


จะมีภัยธรรมชาติอันใดหนอที่ จะทำให้ประเทศไทยไม่เจริญกว่า 
ประเทศอื่นๆได้ เมื่อทรงคิดได้ 
เพื่อเป็นการป้องกัน ประเทศอันสมบูรณ์ที่สุดในโลกนี้ 
ไม่ให้เจริญล้ำไปกว่า ที่อื่นๆ 


พระองค์ก็เลยสร้าง 
....... นักการเมืองไทยขึ้นมา 
ถ้ามีนักการเมืองไทยอยู่ล่ะก็ 

ต่อให้สมบูรณ์แค่ไหน ไทยก็ไม่มีวันเจริญ......

เรื่องที่ 2 :  แอมเล่า

 

แอม” เสาวลักษณ์ ลีละบุตร เล่าว่าได้พบเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเพิ่งกลับจากการ
ไปปลูกป่า หน้าตาของเธอเบิกบานด้วยความปีติที่ได้ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ 
เธอพรรณนาถึงคุณประโยชน์มากมายของการปลูกป่า ทั้งบรรเทาโลกร้อน
เพิ่มออกซิเจน ให้ร่มเงา ปกป้องหน้าดิน และช่วยให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ฯลฯ เธอยังเล่าถึงนักปลูกป่าอย่าง ด.ต.วิชัย ที่เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คน
มากมาย 


ดีจังเลย” แอมยินดีกับเพื่อน ตอนนี้เธอปลูกต้นไม้ที่บ้านเยอะเลยซีท่า
เพื่อนทำหน้าเซ็งทันทีแล้วตอบว่า โอ๊ย ใครจะไปกวาดใบไม้ไหว ร่วงอยู่
ได้ เลยตัดทิ้งไปแล้ว
 รักป่ารักต้นไม้ทั่วทั้งโลกนั้น บางครั้งกลับง่ายกว่ารัก
ต้นไม้ในบ้าน เราพร้อมจะไปปลูกป่าทั่วทุกหนแห่ง แต่คร้านที่จะดูแลต้นไม้
ในบ้าน ปลูกป่านอกบ้านไม่ใช่เรื่องยาก แค่หย่อนกล้าไม้ลงหลุมแล้วกลบ 
จากนั้นก็กลับบ้านได้เลย แต่ปลูกต้นไม้ที่บ้านสิ เรายังต้องรดน้ำพรวนดิน
ใส่ปุ๋ยนานนับปี ครั้นต้นไม้เติบโตสูงใหญ่ ก็ยังต้องเสียเวลากวาดใบไม้ร่วง
ไม่หยุดหย่อน  วันดีคืนดีกิ่งไม้อาจตกมากระแทกหลังคาเป็นรู
 
 เป็นเพราะ
ต้นไม้นอกบ้านให้แต่สิ่งดี ๆ มีแต่สิ่งที่น่าชื่นชม ไม่เป็นภาระแก่เราเลย 
เราจึงรักเขาได้ง่าย ส่วนต้นไม้ในบ้านนั้นเรียกร้องการดูแลเอาใจใส่จากเรา
แถมยังอาจก่อปัญหาให้ด้วย หลายคนจึงมองเห็นแต่ข้อเสียของเขา จนรู้สึก
ระอาขึ้นมา 

เป็นเพราะเหตุผลเดียวกันนี้หรือเปล่า ผู้คนเป็นอันมากจึงรักและชื่นชม
คนอื่นได้ง่ายกว่าคนในบ้าน เราเห็นแต่ความดีของคนไกลตัวเพราะเขา
ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากเราเลย ส่วนคนในบ้านนั้นอยู่ใกล้กับเรามาก
เกินไปจึงเห็นแต่ข้อเสียของเขา หรือเห็นเขาเป็นภาระที่ต้องดูแล
เอาใจใส่จนกลบข้อดีของเขาไปเกือบหมด ผลก็คือเรามักสุภาพ
อ่อนโยนกับคนไกล แต่มึนตึงฉุนเฉียวง่ายมากกับคนใกล้ตัว
  ลองมอง
ให้เห็นคุณประโยชน์หรือความดีของต้นไม้ในบ้านบ้าง เราอาจจะรักเขา
ได้ง่ายขึ้น หลายคนมาเห็นประโยชน์ของต้นไม้ในบ้านก็หลังจากที่โค่น
จนเหลือแต่ตอ แต่นั่นก็สายไปแล้ว จะไม่ดีกว่าหรือหากเรารู้จักชื่นชมเขา
ขณะที่ยังอยู่กับเรา 

กับคนในบ้านก็เช่นกัน เราควรหัดชื่นชมคุณความดีของเขาบ้าง ที่แล้วมาเรา
อาจมองข้ามไปเพราะคุ้นชินความดีที่เขาทำกับเราจนมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา
เพลงที่แสนไพเราะ หากได้ฟังทุกวันทุกคืนก็กลายเป็นเพลงดาษ ๆ ไม่มี
เสน่ห์สำหรับเรา ฉันใดก็ฉันนั้น คำพูดที่ไพเราะของภรรยา น้ำใจของ
สามี หรือความใส่ใจของพ่อแม่ หากเราได้ยินได้ฟังหรือได้รับติดต่อกัน
เป็นปี ๆ หรือนานนับสิบปี ก็กลับกลายเป็นสิ่งสามัญ จนเรามองไม่เห็น
ความสำคัญ ไม่ต่างจากอากาศที่เราไม่ค่อยเห็นคุณค่าทั้ง ๆ ที่ขาดมัน
ไม่ได้เลย

น่าแปลกก็ตรงที่หากคนใกล้ ตัวทำผิดพลาดหรือสร้างความไม่พอใจแก่เรา 
แม้เพียงครั้งเดียว การกระทำนั้น ๆ กลับฝังใจเราได้นานหรือลึกกว่าความดี
ที่เขาทำกับเรานับร้อยนับพันครั้ง ใช่หรือไม่ว่าเวลาเขาทำดีกับเรา เรามองว่า
นั่นเป็น 
หน้าที่ของเขา” หรือเป็น สิทธิที่เราควรได้รับแต่เมื่อใดที่เขาทำไม่ดี
กับเรา ทำให้เราไม่พอใจ เรากลับมองว่าการกระทำเช่นนั้นเป็น 
สิ่งที่ไม่
สมควร
” เป็นเรื่อง ไม่ธรรมดา” ดังนั้นจึงฝังใจเราได้ง่ายกว่า อันที่จริงเขาอาจ
ไม่ได้ทำผิดพลาดเกินวิสัยปุถุชน แต่ความที่เรามักจะมีความคาดหวังสูงจาก
คนใกล้ชิด ความผิดพลาดของเขาแม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้เราหัวเสีย ขุ่นเคือง
หรือน้อยเนื้อต่ำใจได้ง่ายและนาน
 

คนในบ้านหรือคนใกล้ตัวนั้น ไม่ว่าจะดีแสนดีเพียงใด ก็ย่อมมีวันที่ต้องกระทบ
กระทั่งกับเราบ้าง แต่หากเราไม่ฝังใจอยู่กับเหตุการณ์เหล่านั้น หันมามองและ
ชื่นชมคุณความดีของเขา เปิดใจรับรู้ความรักที่เขามีต่อเรา เราจะรักเขาได้
ง่ายขึ้น และตระหนักว่าเขามีความสำคัญต่อชีวิตของเรายิ่งกว่าคนไกลตัว
เสียอีก อย่ารอให้เขาจากไปเสียก่อนถึงค่อยมาเห็นคุณค่าของเขา ถึงตอนนั้น
ก็สายไปเสียแล้ว
 

อะไรก็ตามยิ่งอยู่ใกล้ตัวมากเท่าไร เราย่อมหน่ายแหนงและระอาได้ง่าย
มากเท่านั้น เพราะใจที่ชอบเห็นแต่แง่ลบมากกว่าแง่บวก
 มิใช่แค่ต้นไม้
ในบ้าน หรือคนในบ้านเท่านั้น หากยังรวมถึงทรัพย์สมบัติในบ้านด้วย แต่นั่นยัง
ไม่ใกล้เท่ากับร่างกายและจิตใจของเราเอง ไม่ว่าสวยเท่าใดก็ยังเห็นแต่ความ
ไม่งามของตัวเอง ไม่ว่าจะทำดีเพียงใดก็ยังเห็นแต่ตัวเองในแง่ร้าย คนที่
เกลียดตัวเองนั้นทุกวันนี้มีมากมาย ยิ่งรักก็ยิ่งเกลียดเพราะไม่ดีอย่างที่หวัง 
ยิ่งยึดติดคาดหวังกับความสมบูรณ์พร้อม ก็ยิ่งเห็นแต่ความพร่องของตนเอง

ลองมองให้เห็นความดีของตัวเองบ้าง ให้อภัยกับความผิดพลาด 
ยอมรับความไม่สมบูรณ์พร้อม ใช้สิ่งที่มีอยู่แม้น้อยนิดเพื่อการ
สร้างสรรค์สิ่งดีงาม แล้วคุณจะรักตัวเองได้มากขึ้น




เรื่องที่ 3 :  ผู้อาวุโส
 
กาลครั้งหนึ่งมีค้างคาว 3 ตัว อาศัยอยู่บนต้นไม้ต้นเดียวกัน
มีค้างคาวเด็ก ค้างคาวหนุ่ม และค้างคาวเฒ่า
ปกติมันทั้ง 3 จะผลัดเวรกันออกไปหาเลือดสดๆ มาแบ่งปันกัน
และวันนี้เป็นเวรของเจ้าค้างคาวน้อย 
ค้างคาวน้อยออกไปนาน....นานมาก ก็ยังไปกลับ 
แต่ที่สุดแล้วมันก็กลับมา... 
' ข้าขอโทษนะที่หาอาหารมาให้ไม่ได้ 
ข้าคิดว่าช่วงนี้เป็นหน้าแล้งสัตว์ต่างๆพากันอพยพไปหมด'
 ค้างคาวน้อยบอกเสียงเจื้อยแจ้ว 
' ไม่ใช่หรอก เจ้าหนะ ยังด้อยประสบการณ์นัก เดี๋ยวข้าออกไปเอง...' 
เจ้าค้างคาวหนุ่มกล่าว. ว่าแล้วมันก็ออกไป
และออกไปนาน..นานกว่าเจ้าค้างคาวน้อยอีก... 
และก็กลับมามือเปล่า ...........
 
' สงสัยท่านผู้เฒ่าต้องช่วยพวกเราแล้วหละครับ'
 
เจ้าหนุ่มกล่าว ว่าแล้วค้างคาวผู้เฒ่าก็ออกไป...
 
.... ไม่น่าเชื่อ....เพียงไม่นาน ท่านผู้เฒ่าก็กลับมา 
พร้อมกับเลือดสดๆ เต็มปาก....
' ท่านทำได้ไงเนี่ย ท่านผู้เฒ่า...' ค้างคาวทั้งสองร้องด้วยความดีใจ
ระคนประหลาดใจ ...
ท่านผู้เฒ่ากล่าวอย่างเคร่งขรึม..... ..
 
' พวกเจ้าเห็นต้นไม้ด้านหน้านั้นมั้ย'.......
  
...' เห็นครับท่าน'....
  
 
' นั่นแหละ.........................ข้าไม่เห็น ' 
 

 
เรื่องที่ 4 :  เสพบ่มิสม ฉบับพิเศษ
 
นักศึกษาสาวถามคุณหมอ : โดนเพื่อนสนิทชายมอมเหล้า
แล้วเค้าบอกไม่ได้ใส่ถุง , 
ต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ ????
============ ========= ========= ========= ======
โดนเพื่อนสนิทชายมอมเหล้าแล้วเค้าบอกไม่ได้ใส่ถุง , 
ต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ 
ต้องทำอะไรหรือทานอะไร ภายใน 24 ชม. หรือเปล่า ?
คือว่าไปผับกับเพื่อนสนิทชายที่คณะ  7-8 คนค่ะ
แต่หนูไม่ได้ชอบเค้าหรอกน่ะ ....แค่อยากไปเปิดหูเปิดตาค่ะ
แล้วหนูก็เมากันมาก......จากนั้นจำความได้ว่า 
ไปต่อที่ร้านชายสี่หมี่เกี๊ยว แถวอ่างศิลา...........
ซึ่งตอนนั้นก็เมามากแล้ว รู้สึกตัวอีกที....
ตอนที่เค้ามาส่งที่บ้านแล้วเค้าบอกว่าไม่ได้ใส่ถุงกันทุกคนเลย.......... .
เลยถามเค้าว่าทำอย่างนี้ได้ยั งไง 
เค้าเลยตอกกลับมาว่า...........  ........ว่า........ ......... ......... ......... ....
 
 ............ ......... ......... ..ว่า............ ......... ......... ว่า ....................
 ............ ......... .....ว่า............ ......... ......... ......... ว่า .................
 ............ ......... ......... ...............ว่า............ ......... ......... ......... ...
............ ......... ......... ......... ......ว่า............ ......... ......... ............ ====>  ซัดไปตั้งสองชาม แล้วยังอยากใส่ ถุงอีกเหรอ !!!  
  
-+-+-+-+-+.. .........@#!!@@##............ ..+-+-+-+-+

จะทำ อย่างไรดีคะ โทรไปหาเค้าดีมั้ย ? ตอนนี้สับสนมาก
 
Comments